Thai, Contemporary and Bottom-up

Gallery

This gallery contains 15 photos.

Architecture has always been human’ second skin that wraps his personal world while shielding against the wild roughness of nature. Just like putting on sunscreen in the scorching sun, wearing sunglasses in blinding daylight or putting on an extra jacket … Continue reading

เหลือง แดง เขียว . . .

และแล้วเทศการกินเจที่มีเงินสะพัดกว่า 2,520 ล้านบาทก็จบลงไปด้วยความอิ่มเอิบกายใจตามแรงปฏิบัติศรัทธา อักษรจีนสีแดงบนพื้นธงสามเหลี่ยมสีเหลืองที่บ่งบอกถึง”ความเจ” ปักเด่นหราบนรถเข็นขายเผือกทอดที่ยังไงๆมันก็ไม่น่าจะมีเนื้อสัตว์ แขวนห้อยเรียงรายรอบแผงผลไม้ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องตอกย้ำถึง “ความเจ”  หรือแม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ต้องทุบหัวเลาะก้าง เพื่อนำเนื้อมาทำลูกชิ้นปลาก็ยังประดับประดาสื่อการขายสีสด ที่ได้รับแจกมาเพื่อโปรโมทในช่วงเทศกาลบุญ แม้ผลการวิจัยจะบ่งบอกว่า สีโทนร้อนส่งผลให้มนุษย์อยากอาหารมากขึ้น แต่จิตสำนึกที่ถูกกระตุ้นด้วยการมองเห็นก็มีอำนาจปลุกเร้าให้เราออก”อาการเจ” เป็นส่วนหนึ่งในการละเว้นเนื้อสัตว์ ชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ มีส่วนร่วมกับกิจกรรม”ดีๆ”อย่างน้อยก็ระยะเวลาสั้นๆในห้วงปี เตรียมสะสมบุญบารมีเพื่อชาติภพหน้า

คอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์และอาค่ารมากมาย ขึ้นบิลบอร์ด เขียนก็อปปี้ไรท์ สื่อภาพลักษณ์ แปะป้ายว่าตัวเองเป็นโครงการ”เขียว” มีโซล่าเซลล์ ใช้ระบบน้ำรีไซเคิล ใช้พลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสร้างสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้เราเลือกวิถี”ดีๆ” ในชั่วชีวิตหนึ่ง ปกป้องดาวเคราะห์ดวงนี้ไว้เพื่อลูกหลานและชนรุ่นหลัง ที่จะต้องแบ่งปันและสืบทอดทรัพยากรธรรมชาติต่อจากการปู้ยี่ปู้ยำของเรา

ถึงแม้กฎแห่งกรรมและสภาวะโลกร้อนจะไม่สามารถพิสูจน์และยืนยันได้อย่างสัมบูรณ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าทั้งสองแนวคิดมีมูลค่าทางการตลาดอย่างมหาศาล

การกินเจและวิถีชีวิตแบบรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งในอีกหลายทางเลือกที่สังคมเสนอภายใต้กรอบของความ”ดี” สร้างจิตสำนึกให้เป็นกระแส เร้าถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตและโลกให้เป็นหนึ่งในหน้าที่ของมนุษย์  ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ที่มีแต่การหักหาญแข่งขัน

แต่ถ้าหากพิจารณาจากค่าต้นทุนวัตถุดิบแบบไร้เนื้อสัตว์ที่น่าจะถูกกว่าปกติมากกว่าครึ่ง ราคาอาหาร”เจ”ระหว่างเทศกาลเจ กลับแทบจะไม่มีความแตกต่าง เช่นเดียวกับต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างแบบ”กรีนๆ”ที่สูงกว่าวัสดุทั่วไป ที่ทำให้ผู้ซื้อต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นในการจับจอง แถมยังต้องจ่ายราคาค่าสาธารณูปโภคเท่ากับปกติ แม้ว่าจะมีระบบหมุนเวียนทดแทนสุดไฮเทคในโครงการ  ในหลายๆสถานการณ์ ผู้ประกอบการทำหน้าที่แค่เสนอทางเลือก”ดีๆ”ให้ (ร่วมกับ โครงการ CSR”ดีๆ” ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ ที่เห็นคุณค่าของความยั่งยืน….. ในการสร้างรากขยายฐานผู้บริโภค) โดยที่มูลค่าของจิตสำนึกตกเป็นภาระของผู้บริโภคแต่เพียงผู้เดียว ความหวังดีส่งกระจายถึงทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกแต่เงินกลับไหลเข้ากระเป๋าคนจำนวนหยิบมือ

ถึงแม้ทุนนิยมจะอำนวยให้ปัจเจกมีทางเลือกมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของกำลังทรัพย์ ในยุคที่ความ”ดี” ถูกแลกเปลี่ยน ซื้อขายได้ คนที่ต้องการใช้ชีวิต”ดีๆ”ตามมาตรฐานสังคม จึงจำเป็นต้องจัดหาทุนรอนมาเพื่อสนองวิถีความเชื่อ เพิ่มทางเลือกให้กับชีวิตสั้นๆของตน

อาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานของปุถุชนที่ไม่สามารถอิ่มทิพย์ได้ เฉกเช่นเดียวกับที่อยู่อาศัยคุ้มกะลาหัว ในขณะที่ความจำเป็นในการบริโภคยังคงดำเนินตามครรลอง ธง” เหลืองแดง” ก็ถูกปลดลง พร้อมๆกับป้ายโฆษณา”เขียวๆ”ที่ถูกรื้อออก เมื่อสิ้นการรณรงค์ทางการตลาด

14,292 Km. to Buckingham Palace….

If  I walk to Buckingham Palace, I will pass through……

Thailand – Mae sot :  Thai-Myanmar border city in Tak province, north-west of Bangkok

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=173870

Myanmar - Naypyidaw : hope to see this rather than Junta annual marching ceremonyhttp://burmanewscasts.blogspot.com/2009/05/new-naypyidaw-airport-to-handle-105.html

India - Manipur / Imphal : a city in a state in India, adjacent to Myanmar

http://www.traveldealsfinder.com/imphal-pictures

India – Nagaland / somewhere in the village : heard a lot about the beauty of Naga ladies  from my mate Oken. see the tribal people and stay away from the headhunters

Nagalandhttp://www.andrewsgibson.com/blog/2008/02/an-interview-with-photojournalist-timothy-allen/

India – Assam / Guwahati : will drop by to say hi to Keith and his angelic-voice little niece :)


http://guwahati4us.blogspot.com/

India – West Bengal / Gorumara wildlife sanctuary : I’ll be quiet and well-behave…

http://picasaweb.google.com/lh/photo/Z50n-bjkCahKfgvR0lLMOg

Nepal – Kathmandu : take a little detour to witness the breath-taking capital city of Nepal

http://www.nepalecotrek.com/kathmandu_patan_bhaktapur_nagarkot.php

Nepal – Mahendranaga : fill myself up with some nepali food before crossing the border back to India.

http://photos.igougo.com/pictures-photos-p182190-Nepali_Food.html

India – Chandigarh : just want to be a part of what I had to sketch in my architecture school.

http://www.checkonsite.com/chandigarh-high-court/

India – Punjab : simply just can’t miss due to many reasons…

Pakistan – Lahore : check out the capital.

http://www.urdusky.com/wp-content/uploads/2010/11/Badshahi+Mosque-Lahore+3.jpg

Pakistan – Quetta : “The fruit garden of Pakistan”

http://en.wikipedia.org/wiki/File:Quetta_At_Night.jpg

Iran - Tehran : visit the capital, Check out Azadi (Freedom) Square. (looks round to me)

http://www.iranair.it/english/tourism/cities/tehran.shtml

Turkey – Istanbul : Hagia Sofia, another rendering in my uni sketchbook.

http://www.turkeypropertyservice.com/

Bulgaria – Stara Zagora : There is something about this place….

http://nikolamihov.com/forget_your_past.html

Romania - Bucharest : feeling the urban life in the vampire capital

http://www.bilauca.net/RomaniaBucharest.html

Hungary – Budapest : enjoy the history Buda castle, one of world’s heritage sites

http://www.julia-nki.hu/iobcferoconf09/10aboutbudapest/AboutBudapest.htm

Austria – Vienna : walk along the origin of this classic piece. visit my beloved super wild friend, Ania Nidgorzga-Buhr.

Germany – Munich : check out the Olympic stadium. i prefer this one than the new Allianz arena but would like to see both anyway :)

http://www.worldofstock.com/stock_photos/AAB2123.php

Germany – Frankfurt : eat Frankfurter with a Frankfurter in Frankfurt

http://cc.fulhamfc.com/forum/topics/are-people-from-hamburg-called?commentId=3232738%3AComment%3A133534

Netherlands - Amsterdam : after a long journey, i deserve a moment of peace ;)

Then finally UK – London : Buckingham Palace….. don’t ask me why I want to come here…

http://www.wayfaring.info/2011/03/21/buckingham-palace/

The journey will go through 12 countries covering 14,292 Km. A constant walking speed of 5 Km/h will take 119 days 13hours (that is 24 hours of walking non-stop) + 33% extra time for sleeping make it a total of 160 days.  Google map suggests to “Use caution – This route may be missing sidewalks or pedestrian paths, all directions from Satorn 7 to Buckingham Palace precisely elaborated.

Anybody interested? :)

Ps. Special thanks to Google Map

น้ำท่วม = ถุงยังชีพ?

“ปีหน้า น้ำจะท่วมหนักกว่าเดิมรึเปล่า”

ประเด็นถูกหยิบยกขึ้นมาท่ามกลางข่าวน้ำท่วมรายวัน  ที่ส่งผลกระทบให้แก่ชีวิต ทรัพย์สิน และสภาพจิตใจแก่ประชาชนใน 26 จังหวัดบริเวณภาคกลางและอีสาน (ตรวจสอบสถานการณ์แบบเกาะติดได้ที่เวปไซท์ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม http://www.dwr.go.th/) รวมถึงประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียอย่างปากีสถานและกัมพูชาที่ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน

“ไม่แน่ แต่ไม่น่าจะท่วมน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับ” ผมตอบยังไม่จบประโยคดี ผู้ยิงคำถามก็หมดความสนใจและหันไปถามคำถามเดิมกับคนอื่นๆรอบข้างต่อ…

สถานการณ์น้ำวันที่ 17 กันยายน 2554 - ภาพจาก http://www.dwr.go.th

ตั้งแต่ผมจำความได้ สองปัญหาภัยพิบัติที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาตลอดคือ ปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี ในระดับความเสียหายต่างๆกัน ลองมองจากสามัญสำนึก ปัญหาทั้งสองอยู่กันบนคนละด้านของตาชั่ง คือน้ำไม่มากเกินก็น้อยเกินในห้วงฤดูใดฤดูหนึ่งของปีทำให้ขาดความพอดี หากจำนวนธาตุไฮโดรเจนและอ๊อกซิเจนที่หมุนเวียนเปลี่ยนสภาพประกอบกันกลายเป็นน้ำในชีวมลฑลไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันต้องมีตัวเร่งอะไรซักอย่างที่ทำให้สมการนี้ห่างไกลสมดุลย์ขึ้นเรื่อยๆ

วันก่อนได้ดูข่าวช่วงหัวค่ำเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศ มีนักวิชาการมาวิเคราะห์ อธิบาย และคาดการณ์ถึงแนวโน้มความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายในสอง-สามวันข้างหน้าว่าเกิดจาก “ปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก” ลองเสริชกูเกินดู (อีกแล้ว ตามฟอร์ม) พบข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมมากมายรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม แต่ทั้งหมดก็บ่งชี้ว่าเป็นผลจากฝนที่ตกหนัก ร่องอากาศที่พาดผ่าน และมรสุมจากทะเลนู่นนี่ อุทกภัยเป็นเรื่องของความผิดปกติทางธรรมชาติ โชคชะตาบังเอิญร้าย ซวยกระทันหันโดยที่ไม่มีมนุษย์คนไหนป้องกันได้

นี่คือการมองโจทย์แบบมิติเดียว เห็นว่าน้ำเป็นเพียงของเหลวเคลื่อนจากที่สูงสู่ที่ต่ำกว่า หยดลงมาจากฟากฟ้า ผ่าน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน  บึง หนอง คลอง ห้วย แม่น้ำ และในที่สุดก็ไหลออกสู่มหาสมุทร ที่ระดับน้ำทะเล หลงลืมตัวแปรที่สำคัญยิ่งในสมการน้ำอย่างต้นไม้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงเลย

เทียบกับภาพบนเอาเอง image from wikipedia

ต้นไม้ขนาดใหญ่ (อย่างน้อยก็น่าจะสูงเกิน 15 เมตร) ดูดซึมน้ำจากทางรากได้ 5.5 ลิตรต่อชั่วโมง(สุนทร, 2545) ขณะทำการสังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน เท่ากับสิบสองชั่วโมงที่แดดออก มันสามารถดื่มน้ำได้ 66 ลิตร หากหนึ่งต้นใช้พื้นที่ 10 ตารางเมตร หนึ่งตารางกิโลเมตรก็จะเท่ากับ 100,000ต้น  ถ้าเรามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ (ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,000 ตารางกิโลเมตร) น้ำปริมาณ 338,580,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะถูกหมุนเวียนกลับไปสู่ชั้นบรรยากาศ (สถิติตอนน้ำท่วม กทม. ในปีพ.ศ. 2538 แม่น้ำเจ้าพระยาระบายน้ำเกินอัตราที่รับได้ประมาณ 4,000 ลบ.ม. ต่อวินาที หรือ 345,600,000 ลบ.ม. ต่อวัน http://www.oknation.net/blog/print.php?id=652564) นี่ยังไม่นับปริมาณน้ำที่ถูกดูดซับโดยเปลือกไม้และการที่ลำต้นชะลอกระแสน้ำก็ช่วยให้ถูกดูดซึมลงดินได้ง่ายและมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้และน้ำเหนียวแน่นเกินที่จะละเลยได้ในกรณีน้ำท่วม

ในหลวงของเราทรงดำรัสเกี่ยวกับความสนพระหฤทัยในความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ไว้ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2512 ว่า

 ”…..อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมถึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือ เรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่า อย่าง นั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือด ร้อนตลอด ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมด ไปกระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มี ตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วมนี่นะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ…..”

 http://region3.prd.go.th/The_King/king_forest_02.php

น่าเสียดายที่ความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย (หรือเจาะจงหน่อยก็กลุ่มนายทุนจิตละโมบจำนวนหยิบมือ) ส่งไปไม่ถึงขั้นตอนการปฏิบัติ พื้นที่ป่าไม้ของเราจึงลดลงจาก 43.21% ในปีพ.ศ. 2516 เป็น 33.44% ในปีพ.ศ. 2552 (http://web2.forest.go.th/stat/stat52/stat2552.html) หากไม่มีโครงการป่าชุมชนที่ช่วยเพิ่มให้ถึงเกือบ 8%ในช่วงปีพ.ศ. 2544 (หวังว่าต้นไม้เหล่านั้นยังคงโตวันโตคืนไม่เจอน้ำพัดโค่นหมดไปก่อน) ตัวเลขในรายงานปีปัจจุบันคงจะดูน่าหดหู่ไม่น้อย

ตราบใดที่คนในประเทศยังมองปัญหาแบบลดทอน-แยกส่วน และปลูกฝังความคิดเรื่องน้ำท่วมว่าเป็นผลงานของธรรมชาติล้วนๆอย่างที่เป็น วิธีแก้ไขก็คงจะไม่พ้นการสั่งผลิตกระสอบทรายเพิ่มหรือจัดพิธีบวงสรวงห้ามฝนแห่งชาติ ผู้ประสบภัยที่บ้านจมไปครึ่งหลัง ผลิตผลทางการเกษตรย่อยยับ โอกาสทางเศรษฐกิจดับ วิถีชีวิตเปลี่ยน สูญเสียสมาชิกครอบครัวไปสองคน ก็ยังได้รับถุงยังชีพติดยี่ห้อทางการเมืองเป็นการเยียวยาอยู่ร่ำไป อุทกภัยกลายเป็นปัญหาสามัญประจำปีที่จะต้องใช้ความ “ไม่เป็นไร(ถ้ายังไม่โดนกับตัว)” หาหนทางดำเนินชีวิตร่วมกันต่อไปแบบไทยๆ

“ไม่แน่ แต่ไม่น่าจะท่วมน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและการกระทำของมนุษย์ว่าจะผลักดันไปในทิศทางไหน…”

ถึงแม้สัญชาติญาณเรียลลิสต์ จะผลักดันให้อยากตอบคำถามกลับไปว่า “ไม่มีทางซะหรอก ดูยังไงก็ยิ่งแย่ลง” แต่การมีความหวังในจริยธรรม ความรัก และความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนร่วมโลก มันก็ทำให้ชีวิตโรแมนติคและน่าสนุกขึ้นไม่ใช่หรือ?

อย่างน้อยก็ในใจเราเอง….

Chong Nonsi pedestrian bridge: an environmental failure in Bangkok’s urban development?

One of the novel urban landmark in Bangkok is the overpass walkway at Sathorn -Narathiwat intersection connecting Chong Nonsi BTS station and Chong Nonsi BRT station. The steel construction spans over 30 metres from Sathorn Nua (north) and Sathorn Tai (south) with a luxuriant 20+ metres bay, accommodating 10,000+ commuters on the move.

Before the construction, the rectangular walkway drew model-posing fanatics, professional photographers and international cinematographers especially Bollywood crew for their “running, chasing, hiding & flirting” scenes. The surrounding high-rise “modern” office buildings provide ravishing background setting for their artistic pixels. The new spacious bridge attracts even more of the above but the Bollywood crews tend to use the spacious platform for the choreographed dancing scene more these day :)

Despite the visual excitement, the ponderous structure fails to justify its constitution as a contemporary architecture.

This flying basketball court suffers a mild case of Charles Jencks’ “Monomaniacalmegabuild” syndrome. The intended functions barely full fill its vastitude while the design poorly responds to the prevailing energy crisis.  A 20 metres wide bridge connects between two 5 metres wide walkways means that only 25% of its space will be utilized even at the peak hour, yes….accurate feasibility study. The pitch angle of the roof covering side walkways can not protect the pedestrians from the blustering rain on a pouring day, um… how thoughtful…. Furthermore, the oversized platform blocks natural sunlight, permanently creating dark patches underneath which need to be artificially illuminated even during the daytime, absolutely BRILLIANT!!!


In the current of energy-conscious environmentally-friendly and community-enhancing architectural practice, Thailand’s face of development is still painted by short-sighted designers, greedy contractors and ill-willed bureaucrats.  Many projects are far from being sustainable and the conventional top-down process often leaves out the most important issue in development, people.

Thais are trained to wait and receive rather than ask and acquire. Placing an inconsiderately designed public architecture and we are supposed to accept and be forever grateful about it? By constantly being in the end-receiver position makes us forget about what we really need and overlook the quality of what is given. Our very own “Mai Pen Rai”(nevermind)-ness will ultimately tolerate inane visions, inept executions and inferior outcomes.

I can deal with the illogical size which may be the result of maximizing material usage in order to make more profit for the construction company, at least it is finished and functional. I don’t mind getting a little wet while crossing back from BTS station on a rainy day, my house is just a block down. But building an urban shade that will have to be lightened up by my tax money forever, that is a forced robbery!

This time I just can not say “Mai Pen Rai”……

คำปฏิเสธ…..

ในชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์ คงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับความผิดหวังซักครั้งจากการถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แจ้งผลการสมัครงานจากฝ่ายบุคคลในบริษัทนานาชาติชั่้นนำ จดหมายแสดงความเสียใจจากมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งที่สมัครเรียนต่อ หรืออีกหลายๆความคาดหวังที่ไปไม่ถึงความสมหวัง แต่ในกรณีที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆอย่างการถูกปฏิเสธการขอแต่งงานจากฝ่ายหญิงที่เราต้องการจะสานสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งด้วย จะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไรได้บ้าง?

ลองเสริชเฮียกูเกินว่า “ขอแต่งงาน ปฏิเสธ” ผลการค้นหามีแต่คลิปวิดิโอตลก “เซอร์ไพรซ์ขอแต่งงาน แต่กลับโดนปฏิเสธ อย่างเซ็ง” “สุดแป้ก ชายหนุ่มขอแต่งงานกลางห้างแต่โดนปฏิเสธ” “ขอแต่งงานอย่างหวาน แต่ fail โดนปฏิเสธซะหน้าแตก” หรืออะไรก็ตามที่ไม่ค่อยมีประโยชน์กับสถานการณ์ซักเท่าไหร่เลย ในเมื่อเทคโนโลยีแห่งสหัสวรรษพึ่งไม่ได้แล้วจะไปพึ่งใครได้อีก?

สุดท้ายแล้วก็ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ

โถ โถ โถ ตนก็คงจะต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนอยู่วันยังค่ำ ไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่าการตั้งสติ พิจารณา ควบคุมอารมณ์ ข่มใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน ประเมินสถานการณ์ว่ามันเป็นยังไง สนทนาหาข้อสรุปร่วมกันก่อนว่ามันคือจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์ของเราสองหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ปรึกษาหารือว่าจะช่วยกันรักษา พัฒนา ประคอง สืบสานร่วมกันต่อไปอย่างไรได้บ้าง แล้วก็ค่อยๆคลายปมกันไปทีละปล้องๆ อย่างผู้เจริญแล้ว

แต่ถ้ามันเป็นจุดจบ ก็กลายเป็นอีกพล็อทนึง

นอกเหนือจากกิจวัตรประจำฤดูอกหักที่ปฏิบัติมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ชายแมนๆอย่างเราจะทำยังไงดี เมื่อครั้งนี้มันมีความหมายถึงขั้นการอุทิศชีวิต จิตใจ และอนาคต?

1 เอาแหวนหมั้นไปไกลๆรัศมีการรับรู้ ถ้าขอมาจากแม่ก็เอากลับไปคืน ถ้าลงทุนซื้อมาก็เอาไปฝากไว้กับพ่อหรือแม่ก็ได้ อย่าทิ้งมันไปเป็นพอ ซักวันหนึ่งอาจจะต้องได้ใช้มันใหม่ โรมานซ์มันมีโอกาสหวนกลับ ไม่ใช่เงินในกระเป๋า

2 แอลกอฮอล์ไม่ช่วยอะไร ตอนกรึ๊บสะใจ ตอนกึ่มเศร้าใจ ตอนตื่นตกใจ ว่าเฮ้ย! ทำอะไรลงไป

3 ลองเขียนสิ่งที่ชอบ/อยากทำมาซัก 5 อย่าง กิจกรรมอะไรก็ได้ที่ผุดขึ้นมาในหัวขณะนั้น ฟังเพลง ดูหนัง เที่ยวกลางคืน เข้าวัด ไปทะเล เดินทาง การเขียนนอกจากจะช่วยให้ไม่ลืมแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการลงมือทำขึ้นด้วย เลือกมาหนึ่งอย่างในนั้นแล้วลงมือทำเดี่ยวนั้นเลย เลือกมาอีกอย่างแล้วชวนคุณพ่อและคุณแม่ไปทำด้วย ทำกับเพื่อนอีกอย่าง เก็บหนึ่งอย่างไว้ทำกับ “คนใหม่” ที่จะเข้ามาในชีวิต เหลืออีกหนึ่งอย่างเอาไว้ทำอีกหนึ่งปีนับจากวันนี้ แล้วลองหวนคิดกลับมาถึงวันนี้ดูอีกที (จดไว้ด้วยนะว่าวันไหน)

4 ช้อปปิ้ง! Shopping Therapy ได้ผลในผู้หญิง และพิสูจน์แล้วว่ามันเวิร์คกับผู้ชายด้วย ลองซื้อทรัพย์สินติดตัวซักชิ้นตามกำลังความสามารถ แล้วเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เตือนตัวเองไว้ว่าใจคนเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าวัตถุเสื่อมสลาย แล้วก็เห่อของเล่นใหม่ตามประสา….

5 การฟังเพลงเศร้าซ้ำๆและร้องไห้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้ามันช่วยระบายอารมณ์ที่มันประทุขึ้นมาเวลาอยู่คนเดียว การร้องไห้กับเพื่อนสนิทก็ไม่เห็นเป็นไร หมดยุคแล้วที่ผู้ชายไม่ควรจะร้องไห้แสดงความเสียใจ เก็บกดความรู้สึกไว้ เพศก็เป็นแค่ผลของจำนวนที่แตกต่างระหว่างโครโมโซม X และ Y เท่านั้น การแสดงความรู้สึกกลัว โกรธ ดีใจ เสียใจ มันคือคุณสมบัติพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว เป็นไปตามกฏเกมส์ของธรรมชาติ

6 ระบายความทุกข์โศกเศร้าร้าวระทึกที่มันอัดอั้นตันใจออกมา การเล่าให้เพื่อนสนิทคนใกล้ชิดฟังก็ช่วยระบายอารมณ์เฉพาะหน้าได้ในระดับนึง แต่ลองหาโอกาสระบายออกเป็นตัวหนังสือ บันทึกประสบการณ์ที่ผ่าน เล่าเหตุการณ์ที่เกิด บรรยายความรู้สึกที่เกาะกุมลงเป็นmemoซักแผ่น

ในแง่ของจิตวิทยาแล้ว การพูดและการเขียนมีผลต่างกันมาก บ่อยครั้งที่การพูดจะไร้โครงสร้าง ไม่มีระเบียบจนบางครั้งถึงขั้นยุ่งเหยิง แต่ในทางกลับกัน การเขียนจะจะส่งเสริมให้มีการสร้างเนื้อเรื่อง มีระบบโครงสร้าง ช่วยให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดได้มากขึ้นและสามารถประเมินหาทางออกได้ดีกว่า (:59 SECONDS Think a little Change a lot, R. Wiseman Prof., 2009) ครั้งหน้าจะได้แกร่งเกมส์ขึ้น

7 เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เอาประสบการณ์ไปสร้างหนัง ทำเป็นมิวสิควิดิโอ เขียนนิยาย หรือไม่ก็เอามาเขียนเป็นบล็อกหลอกคนให้เข้ามาอ่านก็ได้ เผื่อมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างหรืออย่างน้อยก็อาจพอจะช่วยให้ตัวเองเรียบเรียงความคิด ตั้งสติ หายบ้าได้บ้าง

555555 :’(